กระดูกพรุน…ภัยเงียบใกล้ตัวผู้หญิง…และผู้ชาย

เรามักคิดกันอยู่เสมอว่า “กระดูก” คือ ส่วนแข็งแรงที่สุดของร่างกาย ทำให้ต่างหันมาสนใจกับการดูแลสุขภาพตรงส่วนอื่นๆของร่างกายแทน

แต่ใครจะรู้บ้างละว่าจริงๆแล้วเมื่อถึงช่วงระยะเวลาหนึ่ง กระดูกที่ว่าแข็งแรงนั้นก็อาจเปราะบางและอ่อนแอลง กลายเป็นปัญหาใหญ่คอยบั่นทอนสุขภาพจนคุณเองอาจคาดไม่ถึงก็ได้

ภัยเงียบที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับผู้สูงวัย กับ โรคกระดูกพรุน … โรคที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวและมักไม่แสดงอาการ ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคนี้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และจากสถิติขององค์การอนามัยโลก พบว่า โรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่มีความสำคัญกับประชากรผู้สูงอายุมากที่สุด โดยผู้หญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคนี้มากถึง 30-40 % ในขณะที่ผู้ชายมีโอกาสกระดูกหักแค่ 13 %

กว่าจะรู้ … อาจสายไป

กระดูกพรุน” คือโรคที่เกิดจากความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลงพร้อมกับความเสื่อมของโครงสร้างภายในกระดูกทำให้เสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก ถือเป็นภัยเงียบใกล้ตัวคุณผู้หญิงสูงอายุหรือวัยหมดประจำเดือนเนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน เกิดภาวะการเสริมสร้างกระดูกลดลงตามไปด้วย สำหรับคุณผู้ชายถึงแม้จะโชคดีกว่าคุณผู้หญิง เพราะฮอร์โมนเพศชาย หรือ Testosterone ที่ช่วยสร้างกระดูกนั้นไม่หมดปิดก๊อกเหมือนของคุณผู้หญิง แต่จะค่อยๆ หมดไปเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น

ตัวอย่างภาพกระดูก

การแสดงอาการของโรคนี้ไม่ได้ชัดเจนเหมือนโรคอื่นๆแต่จะค่อยเป็นไปในลักษณะอย่างช้าๆ กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวว่ามีภาวะกระดูกพรุนก็ต่อเมื่อเกิดปัญหากระดูกหัก หรือมีอาการปวดตามข้อ กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย ซึ่งหากกระดูกสันหลังหยุบตัวกดทับปลายประสาทก็จะส่งผลทำให้ปวดหลัง ปวดขา หากทับปอด อาจทำให้หายใจลำบาก และอาจนำไปสู่การเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุกระดูกสะโพกหัก จะรักษาได้ยาก เพราะอาจเกิดโรคแทรกซ้อนจากการผ่าตัด และเมื่อสะโพกหักข้างหนึ่งแล้ว มีโอกาสสูงที่อีกข้างจะหักในเวลาต่อมา

ที่ผ่านมา พบว่าใน 5 ปีแรกของผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทองจะสูญเสียเนื้อกระดูกในอัตราร้อยละ 2-5 ต่อปี หลังจากนั้นเข้าสู่อัตราเดิมคือร้อยละ 3 ต่อปี ถ้าอัตราการสูญเสียของเนื้อกระดูกเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดภาวะเสี่ยงสูงต่อการกระดูกหักง่ายแม้จากการกระทบกระเทือนเบาๆ นั่นคือภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) นอกจากนี้ผู้หญิงรูปร่างเล็ก ผอมบางก็มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า รวมถึงการใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ ไทรอยด์ ไตและตับ ตลอดจนผู้ที่มีประวัติโรคกระดูกพรุนในครอบครัว สูบบุหรี่ หรือดื่มกาแฟมาก ก็อาจทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้เช่นกัน

ฟังอย่างนี้แล้วใครเข้าข่ายภาวะเสี่ยงก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจไป เพราะนวัตกรรมสมัยใหม่สามารถตรวจหาโรคกระดูกพรุนได้ง่ายดาย แถมไม่เจ็บตัว อาทิ DEXA (Dual Energy X-ray Absorptiometry) วิธีตรวจด้วยการเอ็กซ์เรย์ที่ได้มาตรฐานและแม่นยำสูง โดยสามารถตรวจในตำแหน่ง กระดูกสะโพก ข้อมือ และกระดูกสันหลัง เหมาะกับผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยง เพื่อตรวจหาความหนาแน่นของมวลกระดูก (BMD – Bone Matrix Density)

สำหรับในกลุ่มคนผอมน้ำหนักน้อยอาจจะใช้เกณฑ์ OSTA (Osteoporosis Self assessment Tool for Asian) ซึ่งเป็นสูตรที่ใช้คำนึงความเสี่ยงโดยวัดจากน้ำหนักและอายุ

ส่วนของการรักษานั้นจะเปรียบเทียบจาก T-score ค่ามาตรฐานในการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก หากต่ำกว่า -2.5 ก็จะถือว่าเป็นโรคกระดูกพรุนที่ต้องได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ โดยภายในช่วงระยะเวลา 10 ปีหลังหมดประจำเดือน หรือเป็นช่วงที่เรียกว่า window of opportunity จะเป็นโอกาสสุดท้ายสำหรับการรักษา ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ การรักษาด้วยยายับยั้งการสลายและเสริมสร้างกระดูก และการให้ฮอร์โมน ซึ่งยังพอสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ การให้ฮอร์โมนสามารถครอบคลุมระบบการทำงานของร่างกาย อาทิ ความจำ ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน ลดอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ได้ 20% พร้อมกับช่วยในเรื่องอวัยวะช่องคลอดและระบบทางเดินปัสสาวะ รวมถึงการรับประทานยาซึ่งอยู่ในดุลพินิจและความดูแลของแพทย์

ในกรณีที่ผู้ป่วยสูงวัยมากๆ ควรให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันการหกล้ม (prevention of fall) ให้มากที่สุด โดยปรับสภาพแวดล้อมให้มีความปลอดภัย โดยเฉพาะในห้องน้ำ ควบคุมรับประทานอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ตามคำแนะนำของแพทย์

ใช่ว่าโรคกระดูกพรุนจะเป็นสิ่งน่ากลัวสำหรับคุณผู้หญิงเสมอไป หากเราเตรียมรับมือและรู้จักป้องกันแต่เนิ่นๆโอกาสเสี่ยงก็จะลดลงได้เช่นกัน

สะสมแคลเซียมยิ่งเร็ว กระดูกยิ่งแข็งแรง

สรุปได้ว่าการดูแลป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุนนั้นสามารถเริ่มได้ตั้งแต่เป็นทารกที่อยู่ในครรภ์โดยคุณแม่ควรต้องรับแคลเซียมให้เพียงพอ หลังจากคลอดแล้วร่างกายจะมีการสร้างมวลเนื้อกระดูกสูงสุดเมื่ออายุ 25 ปี ดังนั้นในกลุ่มเด็กรุ่นใหม่จึงต้องหมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที 5 ครั้งต่อสัปดาห์ จะเลือกออกกำลังกายโดยการเดิน วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิกก็ดีทั้งนั้นเพราะช่วยทำให้กระดูกมีความหนาและแข็งแรงมากขึ้น

จากนั้นเลือกรับประทานอาหารในจำพวกโปรตีนและแคลเซียม เช่น นม โยเกิร์ต เนยแข็ง กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อย ถั่ว ผักใบเขียว ฯลฯ พร้อมหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกฮอล์ คาเฟอีน น้ำอัดลม

หรือจะใช้วิธีง่ายๆ แบบไม่ต้องจ่ายเงินในกระเป๋าเพื่อหาซื้อวิตามินมาทาน เพียงแค่รับวิตามินดีจากแสงแดดในช่วงก่อน 10 โมงเช้าและหลัง 4 โมงเย็น ประมาณ 10-15 นาที

ส่วนคุณผู้หญิงที่ก้าวเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนนั้นต้องอย่าลืมหมั่นตรวจเช็คร่างกายตัวเองอยู่เป็นประจำ และหากเป็นโรคแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ ควรป้องกันในเรื่องของการหกล้ม โดยปรับสภาพแวดล้อมให้มีความปลอดภัย เช่นที่อยู่อาศัยบริเวณทางเดินในบ้านให้มีแสงสว่างพอเพียง ไม่วางของระเกะระบะบนทางเดิน และรับประทานแคลเซียมเสริม 1 -1.5 พันมิลลิกรัมต่อวัน

เชื่อไหมล่ะค่ะ เพียงแค่คุณลองปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตในแต่ละวันให้เหมาะสม หันมาให้ความสำคัญเรื่องการดูแลกระดูก เพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยเงียบที่กำลังคุกคามผู้หญิง คุณก็สามารถห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนได้ไม่ยาก

เครดิต จาก http://www.aiglemag.com/home/กระดูกพรุน-ภัยเงียบ

About Lina Engword

Lina Engword has written 43 post in this website.

Related posts:

  • Idell

    this blog should be printed out and installed on every bicycle in paris

  • #www.facebook.com/ Millie

    Holy cnocsie data batman. Lol!

Twitter
Google+